1. Hub
เป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่เป็นศูนย์กลางของการสื่อสารข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบ LAN ที่ต่อแบบ Star ซึ่งฮับในปัจจุบันมีหลายขนาด เช่น 5 พอร์ท, 8 พอร์ท, 16 พอร์ท, 24 พอร์ท, 32 พอร์ท, 48 พอร์ท มีความเร็วเริ่มต้นที่ 10 Mbps ซึ่งฮับจะทำงานอยู่ในชั้น Physical Layer
2. Bridge
เป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่ทำหน้าที่อยู่บนสองลำดับล่างบนแบบจำลอง OSI คือ ชั้น Physical และ Data link ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลเดียวกัน เช่น ระหว่างเทอร์เน็ตแลนด้วยกัน หรือต่างโปรโตคอลก็ได้ เช่นระหว่างอีเทอร์เน็ตกับโทเค็นริง
3. Switch Layer 3
เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ชั้นเดียวกับ Router คือชั้น Network Layer สามารถทำงานเป็นเราเตอร์ในตัวได้ นิยมใช้สำหรับเชื่อมโยงเครือข่าย LAN ภายในองค์กรกับอินเตอร์เน็ต หรือใช้เชื่อมต่อหน่วยงานกลาง(สำนักงานใหญ่) กับหน่วยงานทีเป็นสาขาย่อย
4. IDS (Intrusion Detection System)
เป็นระบบตรวจจับการบุกรุกเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยหรือสัญญาณกันขโมย คอยตรวจตราบุคคลที่เข้าในระบบเครือข่าย โดยระบบจะเตือนผู้ดูแลระบบให้ได้รับรู้เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในระบบ
5. UTP : Unshielded Twisted Pair
เป็นสายสัญญาณที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นสายขนาดเล็กไม่มีชิลด์ห่อหุ้ม มีเส้นตีเกลียวเป็นคู่ ๆ เพื่อลดสัญญาณรบกวน ในการเชื่อมต่อใช้หัวต่อแบบ RJ45 สามารถต่อสายได้ยาวสูงสุด 100 เมตร
6. Adhoc Mode
เป็นการเชื่อมต่อระหว่างการ์ด Wireless LAN ด้วยกัน โดยไม่มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point หรืออาจจะเรียกว่าเชื่อมแบบ Peer –to Peer ก็ได้
7. Infrastructure Mode
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่าย Wireless LAN ร่วมกันผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access point
8. Web Server
หมายถึง เครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าที่ให้บริการเว็บ หรือทำหน้าที่เก็บเว็บไซท์
9. Mail Server
หมายถึง เครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าที่ให้บริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
10. Proxy Server (Cache)
หมายถึง เครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าที่เก็บคอนเทนท์ต่าง ๆ ช่วยลดการใช้แบนด์วิดช์ภายนอก
คำศัพท์ BIT 2322 การบริหารและการจัดการเครือข่าย
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
คำศัพท์ครั้งที่ 9
1. GPRS
ย่อมาจาก General Packet Radio Services เป็นบริการด้านการสื่อสารไร้สายแบบแพคเก็ตที่ยอมให้อัตราข้อมูลจาก 56 ถึง 114 kbps และการเชื่อมต่อเนื่องกับอินเตอร์เน็ตสาหรับผู้ใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค GPRS มีพื้นฐานบนการสื่อสารแบบ Global System for Mobile (GSM)
2. EDGE (เอดจ์)
ย่อมาจาก Enhance Data Rates for Global เป็นเทคโนโลยีมือถืออีกขั้นหนึ่งที่พัฒนาขึ้นจาก GPRS ใช้รับ-ส่งข้อมูลด้วยเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง สูงกว่าระบบ GPRS ถึง 4 เท่าตัว จัดเป็นเทคโนโลยีระดับ 3 G ยุคต้น ๆ ส่วนจีพีอาร์เอสเรียกว่ายุค 2.5 G การใช้เทคโนโลยีเอดจ์นั้นจะทาให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดวิดีโอคลิป ส่งข้อมูลมัลติมีเดีย และวิดีโอสตรีมมิ่งซึ่งอนาคต เรื่องวิดีโอ แชร์ริ่ง หรือการใช้มือถือถ่ายวิดีโอ ส่งผ่านให้เพื่อน ๆ ดูแบบเรียลไทม์ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
3. เทคโนโลยี 3G
เป็นเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือ Third Generation of Mobile Telephone หรือ เรียกย่อว่า 3G ตามหลักเกณฑ์ของ ITU (International Telecommunication Union) หรือ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กาหนดมาตรฐานสิ่งที่เรียกว่า เครื่องโทรคมนาคมแบบเคลื่อนที่ ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย (อุปกรณ์โทรคมนาคมในยุคต่อไปอาจจะใช้รวมกันหลายชนิด ทั้งโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือดาวเทียม เป็นต้น) เรียกรวมกันว่ามาตรฐาน IMT-2000 (International Mobile Telecommunications-2000)
4. Computer Network
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารหมายถึง ข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น
5. Coaxial Cable
สายโคแอ็กเชียล มีลักษณะคล้ายกับสายเคเบิลทีวี คือ มีแกนเป็นทองแดงห่อหุ้มด้วยฉนวนแล้วหุ้มด้วยตาข่ายโลหะ ชั้นนอกสุดเป็นวัสดุป้องกันสายสัญญาณ สายประเภทนี้นิยมใช้มากในเครือข่ายสมัยแรกๆ แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว เปลี่ยนเป็นการใช้สายคู่เกลียวบิดแทน
6. Twisted Pairs
ลักษณะของสายคู่บิดเกลียวแต่ละคู่จะทำด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้ม พันกันเป็นเกลียวเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
7. Fiber Optic
สายใยแก้วนำแสงส่วนประกอบของใยแก้วนำแสงประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ ส่วนที่เป็นแกน (Core) ซึ่งจะอยู่ตรงกลางหรือชั้นในแล้ว หุ้มด้วยส่วนห่อหุ้ม (Cladding) แล้วถูกหุ้มด้วยส่วนป้องกัน (Coating) อีกชั้นหนึ่ง โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงต่างกัน
8. Gateway
เกตเวย์ สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลใน Data link และ Network Layer ที่แตกต่างกันได้มากกว่า 2 ระบบ การทำงานของเกตเวย์ทุกระดับชั้นจะเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/OSI Model เกตเวย์สามารถเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง หรือเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลในโปรแกรมประยุกต์ได้
9. Cellular Radio
คลื่นวิทยุลักษณะของระบบสื่อสารวิทยุ เป็นสื่อกลางการสื่อสารแบบไร้สายที่สามารถแพร่ได้บนระยะทางไกล เช่น ระหว่างเมืองหรือระหว่างประเทศ และยังไม่รวมถึงการแพร่บนระยะทางสั้นๆ
10. Microwave
คลื่นไมโครเวฟ การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี) ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่งแต่ละหอจะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30 - 50 กม.
ย่อมาจาก General Packet Radio Services เป็นบริการด้านการสื่อสารไร้สายแบบแพคเก็ตที่ยอมให้อัตราข้อมูลจาก 56 ถึง 114 kbps และการเชื่อมต่อเนื่องกับอินเตอร์เน็ตสาหรับผู้ใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค GPRS มีพื้นฐานบนการสื่อสารแบบ Global System for Mobile (GSM)
2. EDGE (เอดจ์)
ย่อมาจาก Enhance Data Rates for Global เป็นเทคโนโลยีมือถืออีกขั้นหนึ่งที่พัฒนาขึ้นจาก GPRS ใช้รับ-ส่งข้อมูลด้วยเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง สูงกว่าระบบ GPRS ถึง 4 เท่าตัว จัดเป็นเทคโนโลยีระดับ 3 G ยุคต้น ๆ ส่วนจีพีอาร์เอสเรียกว่ายุค 2.5 G การใช้เทคโนโลยีเอดจ์นั้นจะทาให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดวิดีโอคลิป ส่งข้อมูลมัลติมีเดีย และวิดีโอสตรีมมิ่งซึ่งอนาคต เรื่องวิดีโอ แชร์ริ่ง หรือการใช้มือถือถ่ายวิดีโอ ส่งผ่านให้เพื่อน ๆ ดูแบบเรียลไทม์ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
3. เทคโนโลยี 3G
เป็นเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือ Third Generation of Mobile Telephone หรือ เรียกย่อว่า 3G ตามหลักเกณฑ์ของ ITU (International Telecommunication Union) หรือ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กาหนดมาตรฐานสิ่งที่เรียกว่า เครื่องโทรคมนาคมแบบเคลื่อนที่ ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย (อุปกรณ์โทรคมนาคมในยุคต่อไปอาจจะใช้รวมกันหลายชนิด ทั้งโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือดาวเทียม เป็นต้น) เรียกรวมกันว่ามาตรฐาน IMT-2000 (International Mobile Telecommunications-2000)
4. Computer Network
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารหมายถึง ข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น
5. Coaxial Cable
สายโคแอ็กเชียล มีลักษณะคล้ายกับสายเคเบิลทีวี คือ มีแกนเป็นทองแดงห่อหุ้มด้วยฉนวนแล้วหุ้มด้วยตาข่ายโลหะ ชั้นนอกสุดเป็นวัสดุป้องกันสายสัญญาณ สายประเภทนี้นิยมใช้มากในเครือข่ายสมัยแรกๆ แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว เปลี่ยนเป็นการใช้สายคู่เกลียวบิดแทน
6. Twisted Pairs
ลักษณะของสายคู่บิดเกลียวแต่ละคู่จะทำด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้ม พันกันเป็นเกลียวเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
7. Fiber Optic
สายใยแก้วนำแสงส่วนประกอบของใยแก้วนำแสงประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ ส่วนที่เป็นแกน (Core) ซึ่งจะอยู่ตรงกลางหรือชั้นในแล้ว หุ้มด้วยส่วนห่อหุ้ม (Cladding) แล้วถูกหุ้มด้วยส่วนป้องกัน (Coating) อีกชั้นหนึ่ง โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงต่างกัน
8. Gateway
เกตเวย์ สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลใน Data link และ Network Layer ที่แตกต่างกันได้มากกว่า 2 ระบบ การทำงานของเกตเวย์ทุกระดับชั้นจะเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/OSI Model เกตเวย์สามารถเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง หรือเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลในโปรแกรมประยุกต์ได้
9. Cellular Radio
คลื่นวิทยุลักษณะของระบบสื่อสารวิทยุ เป็นสื่อกลางการสื่อสารแบบไร้สายที่สามารถแพร่ได้บนระยะทางไกล เช่น ระหว่างเมืองหรือระหว่างประเทศ และยังไม่รวมถึงการแพร่บนระยะทางสั้นๆ
10. Microwave
คลื่นไมโครเวฟ การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี) ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่งแต่ละหอจะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30 - 50 กม.
คำศัพท์ครั้งที่ 8
1. ADSL Modem
หมายถึง อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ผ่านสายโทรศัพท์ สามารถใช้งานได้เครื่องเดียว
2. ADSL Router
หมายถึง อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ผ่านสายโทรศัพท์ แต่สามารถแชร์อินเตอร์เน็ตได้ทั้งในรูปแบบเชื่อมต่อผ่านสาย LAN และแบบไร้สายหรือ Wireless ปัจจุบันราคา ADSL Router แพงกว่า ADSL Modem เพียงเล็กน้อยเท่านั้้น
3. Coaxial Cable
สายสัญญาณที่มีลักษณะคล้ายสายเคเบิลทีวี มีแกนกลางเป็นทองแดง ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมสายประเภทนี้แล้ว
4. DHCP (Dynamic Host Configuration Protocal) Server
หมายถึง เครื่อง Server ที่ให้บริการจากหมายเลขไอพี หรือ IP Address แบบอัตโนมัติให้กับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่าน TCP/IP ส่วนใหญ่จะพบได้กับการใช้งานอุปกรณ์ AP (Access Point)
5. Fibre Optic
สายสัญญาณที่เป็นชนิดเส้นใยแก้วนำแสง คือใช้แสงเป็นตัวสัญญาณ และใส่แก้วเป็นสื่อในการส่งสัญญาณ ถือได้ว่า เป็นสายสัญญาณที่ดีที่สุด ส่งสัญญาณได้ไกลมาก และสามารถส่งสัญญาณด้วยความเร็วสูงมาก
6. Firewall
หมายถึง ระบบที่ใช้สำหรับการป้องกันผู้บุกรุกผ่านทางเครือข่ายเน็ตเวิร์ค Firewall สามารถเป็นได้ทั้งซอร์ฟแวร์ และฮาร์ดแวร์
7. Infrared
การสื่อสารระยะสั้น หรือระยะใกล้ๆ การสื่อสารจะใช้ลักษณะการยิงสัญาณโดยตรงถึงกัน ตัวอย่างอุปกรณ์ที่นิยมใช้คือ Remote Control
8. Mac Address
หมายถึง หมายเลขประจำตัวของอุปกรณ์ทางด้านเน็ตเวิร์ค โดยหมายเลขนี้จะไม่มีวันซ้ำกันโดยเด็ดขาด ตัวอย่าง หมายเลข Mac Address มีดังนี้ 00-1B-FC-66-CF-09 เป็นต้น
9. NIC (Network Interface Card)
หมายถึง การ์ดที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อระบบเครือข่าย
10. Star Topology (การเชื่อมต่อแบบดาว)
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
หมายถึง อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ผ่านสายโทรศัพท์ สามารถใช้งานได้เครื่องเดียว
2. ADSL Router
หมายถึง อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ผ่านสายโทรศัพท์ แต่สามารถแชร์อินเตอร์เน็ตได้ทั้งในรูปแบบเชื่อมต่อผ่านสาย LAN และแบบไร้สายหรือ Wireless ปัจจุบันราคา ADSL Router แพงกว่า ADSL Modem เพียงเล็กน้อยเท่านั้้น
3. Coaxial Cable
สายสัญญาณที่มีลักษณะคล้ายสายเคเบิลทีวี มีแกนกลางเป็นทองแดง ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมสายประเภทนี้แล้ว
4. DHCP (Dynamic Host Configuration Protocal) Server
หมายถึง เครื่อง Server ที่ให้บริการจากหมายเลขไอพี หรือ IP Address แบบอัตโนมัติให้กับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่าน TCP/IP ส่วนใหญ่จะพบได้กับการใช้งานอุปกรณ์ AP (Access Point)
5. Fibre Optic
สายสัญญาณที่เป็นชนิดเส้นใยแก้วนำแสง คือใช้แสงเป็นตัวสัญญาณ และใส่แก้วเป็นสื่อในการส่งสัญญาณ ถือได้ว่า เป็นสายสัญญาณที่ดีที่สุด ส่งสัญญาณได้ไกลมาก และสามารถส่งสัญญาณด้วยความเร็วสูงมาก
6. Firewall
หมายถึง ระบบที่ใช้สำหรับการป้องกันผู้บุกรุกผ่านทางเครือข่ายเน็ตเวิร์ค Firewall สามารถเป็นได้ทั้งซอร์ฟแวร์ และฮาร์ดแวร์
7. Infrared
การสื่อสารระยะสั้น หรือระยะใกล้ๆ การสื่อสารจะใช้ลักษณะการยิงสัญาณโดยตรงถึงกัน ตัวอย่างอุปกรณ์ที่นิยมใช้คือ Remote Control
8. Mac Address
หมายถึง หมายเลขประจำตัวของอุปกรณ์ทางด้านเน็ตเวิร์ค โดยหมายเลขนี้จะไม่มีวันซ้ำกันโดยเด็ดขาด ตัวอย่าง หมายเลข Mac Address มีดังนี้ 00-1B-FC-66-CF-09 เป็นต้น
9. NIC (Network Interface Card)
หมายถึง การ์ดที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อระบบเครือข่าย
10. Star Topology (การเชื่อมต่อแบบดาว)
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
คำศัพท์ครั้งที่ 7
์1. NOS (Network Operation System)
ซอร์ฟแวร์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการระบบเครือข่าย
2. Repeater
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อสายเน็ตเวิร์ค 2 เส้นเข้าด้วย เพื่อใช้สำหรับเพิ่มระยะทางในการส่งข้อมูลให้มากขึ้น
3. SSID (Service Set Identifier)
หมายถึง การตั้งชื่อให้กับอุปกรณ์ไร้สายมาตราฐาน 802.11 เพือ่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อ พูดง่ายๆ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการตั้งชื่อของ AP (Access Point) ของเรานั่นเอง
4. Switch
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ถึงกัน แต่ละพอร์ต สามารถบริหารจัดการการสั่งข้อมูลได้
5. UTP (Unshield Twisted Pair)
สายคู่บิดเกลียว ภายในมีสายทองแดง นิยมใช้ในการเชื่อมต่อบนระบบเครือข่าย
6. VPN (VIRTUAL PRIVATE NETWORK)
หมายถึง ระบบที่ใช้สำหรับการเน็ตเวิร์คแบบส่วนตัว หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นการสร้างท่อในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบ เน็ตเวิร์คแบบไร้สาย การใช้งานจะต้องใช้โปรแกรมในการสร้าง VPN ขึ้นมา
ฺ
7. WEP (Wired Equivalent Privacy) Encryption
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย โดยเฉพาะกับการใช้งานในระบบเครือข่ายไร้สายหรือ Wi-Fi ซึ่งผลก็คือ การจะใช้งานจะต้องมีการใส่รหัสผ่านในการเข้าถึงเสียก่อน อย่างไรก็ตาม WEP Encryption นี้ ยังมีระดับความปลอดภัยไม่สูงมากนัก และไม่แนะนำให้ใช้
8. Wi-Fi (Wireless Fidelity)
หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับระบบเครือข่ายไร้สาย ซึ่งอยู่บนมาตราฐาน IEEE 802.11 ปัจจุบัน เราจะเห็นอุปกรณ์โมบายต่างๆ มี Wi-Fi เป็นมาตราฐาน เพื่อใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ
9. WPA (Wi-Fi Protected Access)
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย ที่ผ่านอีกขั้นจาก WEP ในเรื่องของการเข้ารหัสและการถอดรหัส
10. WPA2
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย ที่พัฒนาเพิ่มเติมมาจาก WPA เวอร์ชั่นแรก รองรับการเข้าถึงระดับ 192-bit และ 256-bit ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตราฐานในการตั้งรหัสผ่านที่ใช้กันอยู่แพร่หลายในปัจจุบัน
ซอร์ฟแวร์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการระบบเครือข่าย
2. Repeater
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อสายเน็ตเวิร์ค 2 เส้นเข้าด้วย เพื่อใช้สำหรับเพิ่มระยะทางในการส่งข้อมูลให้มากขึ้น
3. SSID (Service Set Identifier)
หมายถึง การตั้งชื่อให้กับอุปกรณ์ไร้สายมาตราฐาน 802.11 เพือ่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อ พูดง่ายๆ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการตั้งชื่อของ AP (Access Point) ของเรานั่นเอง
4. Switch
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ถึงกัน แต่ละพอร์ต สามารถบริหารจัดการการสั่งข้อมูลได้
5. UTP (Unshield Twisted Pair)
สายคู่บิดเกลียว ภายในมีสายทองแดง นิยมใช้ในการเชื่อมต่อบนระบบเครือข่าย
6. VPN (VIRTUAL PRIVATE NETWORK)
หมายถึง ระบบที่ใช้สำหรับการเน็ตเวิร์คแบบส่วนตัว หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นการสร้างท่อในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบ เน็ตเวิร์คแบบไร้สาย การใช้งานจะต้องใช้โปรแกรมในการสร้าง VPN ขึ้นมา
ฺ
7. WEP (Wired Equivalent Privacy) Encryption
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย โดยเฉพาะกับการใช้งานในระบบเครือข่ายไร้สายหรือ Wi-Fi ซึ่งผลก็คือ การจะใช้งานจะต้องมีการใส่รหัสผ่านในการเข้าถึงเสียก่อน อย่างไรก็ตาม WEP Encryption นี้ ยังมีระดับความปลอดภัยไม่สูงมากนัก และไม่แนะนำให้ใช้
8. Wi-Fi (Wireless Fidelity)
หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับระบบเครือข่ายไร้สาย ซึ่งอยู่บนมาตราฐาน IEEE 802.11 ปัจจุบัน เราจะเห็นอุปกรณ์โมบายต่างๆ มี Wi-Fi เป็นมาตราฐาน เพื่อใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ
9. WPA (Wi-Fi Protected Access)
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย ที่ผ่านอีกขั้นจาก WEP ในเรื่องของการเข้ารหัสและการถอดรหัส
10. WPA2
หมายถึง มาตราฐานในการเข้ารหัสความปลอดภัย ที่พัฒนาเพิ่มเติมมาจาก WPA เวอร์ชั่นแรก รองรับการเข้าถึงระดับ 192-bit และ 256-bit ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตราฐานในการตั้งรหัสผ่านที่ใช้กันอยู่แพร่หลายในปัจจุบัน
คำศัพท์ครั้งที่ 6
1. Wide Area Network : WAN
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการติดต่อต่อสื่อสารกันในบริเวณกว้าง เช่น เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายระยะไกลจึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสายสาธารณะ เช่น การสื่อสารแห่ง ประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้ บริการแบบสาธารณะ เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกล และต้องการเชื่อมสาขา เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร มีสาขาทั่วประเทศ มีบริการรับฝากและถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม
2. Metropolitan Area Network : MAN
คือ เครือข่ายระดับเมือง ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มักเชื่อมโยงกันเฉพาะในเขตเมืองเดียวกัน หรือหลายเขตเมืองที่อยู่ใกล้กัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ระบบเครือข่าย MAN เป็นกลุ่มของเครือข่าย LAN ที่นำมาเชื่อมต่อกันเป็นวงที่ใหญ่ขึ้นภายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานให้ครอบคลุมเมืองทั้งเมือง ซึ่งอาจเป็นเครือข่ายเดียวกัน เช่น เครือข่ายเคเบิลทีวี หรืออาจเป็นการรวมเครือข่ายกันของเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน
3. Local Area Network : LAN
เป็นลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันภายในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน เครือข่าย LAN ออกแบบมาเพื่อให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ในส่วนต่างๆขององค์กรในบริเวณที่ไม่ไกลกันมาก เช่นอยู่ในอาคารเดียวกัน ระหว่างชั้นอาคาร สามารถดูแลได้เองโดยไม่ต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลแบบอื่น
4. Satellite
คือสัญญานดาวเทียม เป็นลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast) สถานีดาวเทียม 1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง 25 เครื่อง และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3ของพื้นผิวโลก เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียมเรียกว่า (Transponder) ไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า "สัญญาณอัปลิงก์" และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์"
5. Bluetooth
ลักษณะของบลูทูธเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1998 ใช้ความถี่ในการส่งสัญญาณข้อมูล 2.5 GHz. สื่อสารได้ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร สื่อสารระหว่างอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ได้
6. Infrared
ลักษณะของแสงอินฟราเรดเป็นคลื่นความถี่สั้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับคลื่นไมโครเวฟตรงที่การส่งสัญญาณเป็นแนวเส้นตรงในระดับสายตาเหมือนกัน คลื่นอินฟราเรดนิยมน ามาใช้งานส าหรับการสื่อสารระยะใกล้ โดยมีอุปกรณ์หลายชิ้นในปัจจุบัน เช่น รีโมตคอนโทรล คอมพิวเตอร์ และรวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องพิมพ์ เมาส์ และกล้องดิจิทัล ซึ่งจะมีพอร์ต IrDA ที่ใช้ส าหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่สื่อสารด้วยคลื่นอินฟราเรด
7. Wireless
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ ร่วมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ท าให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวก ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทย (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
8. Message
ข่าวสาร คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร บางครั้งเรียกว่าสารสนเทศ (Information) รูปแบบของข่าวสารมี 4 รูปแบบคือ เสียง ข้อมูล ข้อความ และภาพ เป็นต้น
9. Medium
เป็นสื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลจากต้นก าเนิดไปยังปลายทางสื่อกลางนี้อาจจะเป็น เส้นลวด สายไฟ สายเคเบิล หรือสายไฟเบอร์ออปติก เป็นต้น หรืออาจจะเป็นคลื่นที่ส่งผ่านในอากาศ เช่น คลื่นไมโครเวฟ คลื่นดาวเทียม หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น
10. Baseband
เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวสำหรับการส่งสัญญาณดิจิทัลในแต่ละครั้งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักใช้การส่งสัญญาณชนิดนี้ เนื่องจากเป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อนและสามารถจัดการควบคุมง่าย
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการติดต่อต่อสื่อสารกันในบริเวณกว้าง เช่น เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายระยะไกลจึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสายสาธารณะ เช่น การสื่อสารแห่ง ประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้ บริการแบบสาธารณะ เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกล และต้องการเชื่อมสาขา เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร มีสาขาทั่วประเทศ มีบริการรับฝากและถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม
2. Metropolitan Area Network : MAN
คือ เครือข่ายระดับเมือง ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มักเชื่อมโยงกันเฉพาะในเขตเมืองเดียวกัน หรือหลายเขตเมืองที่อยู่ใกล้กัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ระบบเครือข่าย MAN เป็นกลุ่มของเครือข่าย LAN ที่นำมาเชื่อมต่อกันเป็นวงที่ใหญ่ขึ้นภายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานให้ครอบคลุมเมืองทั้งเมือง ซึ่งอาจเป็นเครือข่ายเดียวกัน เช่น เครือข่ายเคเบิลทีวี หรืออาจเป็นการรวมเครือข่ายกันของเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน
3. Local Area Network : LAN
เป็นลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันภายในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน เครือข่าย LAN ออกแบบมาเพื่อให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ในส่วนต่างๆขององค์กรในบริเวณที่ไม่ไกลกันมาก เช่นอยู่ในอาคารเดียวกัน ระหว่างชั้นอาคาร สามารถดูแลได้เองโดยไม่ต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลแบบอื่น
4. Satellite
คือสัญญานดาวเทียม เป็นลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast) สถานีดาวเทียม 1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง 25 เครื่อง และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3ของพื้นผิวโลก เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียมเรียกว่า (Transponder) ไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า "สัญญาณอัปลิงก์" และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์"
5. Bluetooth
ลักษณะของบลูทูธเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1998 ใช้ความถี่ในการส่งสัญญาณข้อมูล 2.5 GHz. สื่อสารได้ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร สื่อสารระหว่างอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ได้
6. Infrared
ลักษณะของแสงอินฟราเรดเป็นคลื่นความถี่สั้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับคลื่นไมโครเวฟตรงที่การส่งสัญญาณเป็นแนวเส้นตรงในระดับสายตาเหมือนกัน คลื่นอินฟราเรดนิยมน ามาใช้งานส าหรับการสื่อสารระยะใกล้ โดยมีอุปกรณ์หลายชิ้นในปัจจุบัน เช่น รีโมตคอนโทรล คอมพิวเตอร์ และรวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องพิมพ์ เมาส์ และกล้องดิจิทัล ซึ่งจะมีพอร์ต IrDA ที่ใช้ส าหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่สื่อสารด้วยคลื่นอินฟราเรด
7. Wireless
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ ร่วมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ท าให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวก ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทย (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
8. Message
ข่าวสาร คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร บางครั้งเรียกว่าสารสนเทศ (Information) รูปแบบของข่าวสารมี 4 รูปแบบคือ เสียง ข้อมูล ข้อความ และภาพ เป็นต้น
9. Medium
เป็นสื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลจากต้นก าเนิดไปยังปลายทางสื่อกลางนี้อาจจะเป็น เส้นลวด สายไฟ สายเคเบิล หรือสายไฟเบอร์ออปติก เป็นต้น หรืออาจจะเป็นคลื่นที่ส่งผ่านในอากาศ เช่น คลื่นไมโครเวฟ คลื่นดาวเทียม หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น
10. Baseband
เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวสำหรับการส่งสัญญาณดิจิทัลในแต่ละครั้งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักใช้การส่งสัญญาณชนิดนี้ เนื่องจากเป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อนและสามารถจัดการควบคุมง่าย
คำศัพท์ครั้งที่ 5
1. bus network
คือ แบบของเครือข่ายชนิด local network แบบหนึ่ง ซึ่ง node ต่างๆ ของเครือข่ายจะต่อเชื่อมอยู่กับสายการสื่อสาร (bus) สายหลัก
2. Internet
เครือข่ายสาธารณะหรืออินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เป็นล้านๆ เครื่องเชื่อมต่อเข้ากับระบบและยังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี อินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้ทั่วโลกหลายร้อยล้านคน และผู้ใช้เหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างอิสระ โดยที่ระยะทางและเวลาไม่เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าดูข้อมูลต่างๆ ที่ถูกตีพิมพ์ในอินเทอร์เน็ตได้
3. Intranet
เครือข่ายส่วนบุคคลหรือตรงกันข้ามกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายส่วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บ, อีเมล, FTP เป็นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สำหรับการรับส่งข้อมูลเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งโปรโตคอลนี้สามารถใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลายประเภท และสายสัญญาณหลายประเภท อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับให้พนักงานขององค์กรใช้เท่านั้น การแชร์ข้อมูลจะอยู่เฉพาะในอินทราเน็ต
4. Extranet
เครือข่ายร่วม เป็นเครือข่ายกึ่งอินเทอร์เน็ตกึ่งอินทราเน็ต กล่าวคือ เอ็กส์ทราเน็ตคือเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างอินทราเน็ตของสององค์กร ดังนั้นจะมีบางส่วนของเครือข่ายที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างสององค์กรหรือ บริษัท การสร้างอินทราเน็ตจะไม่จำกัดด้วยเทคโนโลยี แต่จะยากตรงนโยบายที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ทั้งสอง องค์กรจะต้องตกลงกัน
5. Open Systems Interconnect Model : OSI
เป็นแบบจำลองที่อธิบายถึงโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งออกเป็น 7 เลเยอร์ที่มีหน้าที่ต่างๆ กัน โดยได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นในปี 1984 โดย Open Systems Interconnect นั่นเอง การเรียงตัวของเลเยอร์จะถูกจัดจากบนลงล่าง โดยประกอบไปด้วยเลเยอร์ Application, Presentation, Session, Transport, Network, Data Link และ Physical
6. Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE
เป็นองค์กรสากลที่สร้างและพัฒนามาตรฐานด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการสื่อสารและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีการประกาศมาตรฐานต่างๆ ไว้มากกว่า 900 มาตรฐาน
7. Client/Server Network
เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือนๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบเครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่างๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ
8. Peer to Peer Network
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน
9. Ethernet
เป็นระบบ LAN ที่พัฒนาขึ้นโดย 3 บริษัทใหญ่ คือ บริษัท Xerox Corporation, Digital Equipment Corporation (DEC) และ Intel ในปx ค.ศ. 1976 เริ่มจากศูนย(วิจัย PARC (Palo Alto Research Center ของ Xerox) โดยถูกจัดให้เป็นมาตรฐานของ IEEE ในกลุ่มที่มีรหัส 802.3 และใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายถึงปัจจุบัน อีเธอร์เน็ตในระยะแรกใช้สาย Coaxial เป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนาไปใช้สายแบบ UTP มากขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มความเร็วจาก 10 Mbps ขึ้นเป็น 100-1000 Mbps (1 Gbps) ในปัจจุบัน และอาจถึง 10 Gbps ในอนาคตอันใกล้นี้
10. Token Ring
เป็นการต่อ LAN ในแบบ ring และใช้การควบคุมแบบ token-passing ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม โดยในรุ่นแรกๆ จะมีความเร็วเพียง 4 Mbps แต่ต่อมาได้ปรับปรุงเป็น 16 Mbps สายที่ใช้จะเป็นแบบพิเศษมี 2 คู่ ต่อเข้ากับอุปกรณ์รวมสายที่เรียกว่า MAU (Multiple Access Unit) ซึ่ง 1 ตัวต่อได้ 8 เครื่อง และพ่วงระหว่าง MAU แต่ละตัวเข้าด้วยกันได้อีก
คือ แบบของเครือข่ายชนิด local network แบบหนึ่ง ซึ่ง node ต่างๆ ของเครือข่ายจะต่อเชื่อมอยู่กับสายการสื่อสาร (bus) สายหลัก
2. Internet
เครือข่ายสาธารณะหรืออินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เป็นล้านๆ เครื่องเชื่อมต่อเข้ากับระบบและยังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี อินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้ทั่วโลกหลายร้อยล้านคน และผู้ใช้เหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างอิสระ โดยที่ระยะทางและเวลาไม่เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าดูข้อมูลต่างๆ ที่ถูกตีพิมพ์ในอินเทอร์เน็ตได้
3. Intranet
เครือข่ายส่วนบุคคลหรือตรงกันข้ามกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายส่วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บ, อีเมล, FTP เป็นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สำหรับการรับส่งข้อมูลเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งโปรโตคอลนี้สามารถใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลายประเภท และสายสัญญาณหลายประเภท อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับให้พนักงานขององค์กรใช้เท่านั้น การแชร์ข้อมูลจะอยู่เฉพาะในอินทราเน็ต
4. Extranet
เครือข่ายร่วม เป็นเครือข่ายกึ่งอินเทอร์เน็ตกึ่งอินทราเน็ต กล่าวคือ เอ็กส์ทราเน็ตคือเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างอินทราเน็ตของสององค์กร ดังนั้นจะมีบางส่วนของเครือข่ายที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างสององค์กรหรือ บริษัท การสร้างอินทราเน็ตจะไม่จำกัดด้วยเทคโนโลยี แต่จะยากตรงนโยบายที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ทั้งสอง องค์กรจะต้องตกลงกัน
5. Open Systems Interconnect Model : OSI
เป็นแบบจำลองที่อธิบายถึงโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งออกเป็น 7 เลเยอร์ที่มีหน้าที่ต่างๆ กัน โดยได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นในปี 1984 โดย Open Systems Interconnect นั่นเอง การเรียงตัวของเลเยอร์จะถูกจัดจากบนลงล่าง โดยประกอบไปด้วยเลเยอร์ Application, Presentation, Session, Transport, Network, Data Link และ Physical
6. Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE
เป็นองค์กรสากลที่สร้างและพัฒนามาตรฐานด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการสื่อสารและวิทยาการคอมพิวเตอร์มีการประกาศมาตรฐานต่างๆ ไว้มากกว่า 900 มาตรฐาน
7. Client/Server Network
เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือนๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบเครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่างๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ
8. Peer to Peer Network
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน
9. Ethernet
เป็นระบบ LAN ที่พัฒนาขึ้นโดย 3 บริษัทใหญ่ คือ บริษัท Xerox Corporation, Digital Equipment Corporation (DEC) และ Intel ในปx ค.ศ. 1976 เริ่มจากศูนย(วิจัย PARC (Palo Alto Research Center ของ Xerox) โดยถูกจัดให้เป็นมาตรฐานของ IEEE ในกลุ่มที่มีรหัส 802.3 และใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายถึงปัจจุบัน อีเธอร์เน็ตในระยะแรกใช้สาย Coaxial เป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนาไปใช้สายแบบ UTP มากขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มความเร็วจาก 10 Mbps ขึ้นเป็น 100-1000 Mbps (1 Gbps) ในปัจจุบัน และอาจถึง 10 Gbps ในอนาคตอันใกล้นี้
10. Token Ring
เป็นการต่อ LAN ในแบบ ring และใช้การควบคุมแบบ token-passing ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม โดยในรุ่นแรกๆ จะมีความเร็วเพียง 4 Mbps แต่ต่อมาได้ปรับปรุงเป็น 16 Mbps สายที่ใช้จะเป็นแบบพิเศษมี 2 คู่ ต่อเข้ากับอุปกรณ์รวมสายที่เรียกว่า MAU (Multiple Access Unit) ซึ่ง 1 ตัวต่อได้ 8 เครื่อง และพ่วงระหว่าง MAU แต่ละตัวเข้าด้วยกันได้อีก
คำศัพท์ครั้งที่ 4
1. Connectionless
คือ ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ ตามที่อยู่ปลายทาง แล้วผ่านตัวกลางไปยังปลายทาง อาจจะใช้เส้นทางคนละเส้นทางกันก็ได้
2. Net BIOS Name
คือ การที่โหนดแต่ละโหนดจะสื่อสารกันได้จะต้องมีชื่อที่ไม่ซ้ำกันในเครือข่าย
3. Host
คือ รูปแบบการให้บริการที่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการ สามารถนำเว็บเพจของตนเอง เพื่อออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้
4. Serial access
การเข้าถึงโดยลำดับ เป็นลักษณะหน่วยความจำที่เข้าถึงโดยมีความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่แน่นอนและตำแหน่งข้อมูลในหน่วยความจำ
5. cable
คือ สายเคเบิล เป็นสายสื่อที่ใช้ต่อเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ มีวัสดุห่อหุ้มสายเพื่อป้องกันความเสียหายและการรั่วไหล อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมด้วยสายเคเบิล เช่น แป้นพิมพ์ (keyboard) เมาส์ (mouse) เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น
6. carrier
คือ พาหะ ใช้ในการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ใช้นำหรือพาเอาสารสนเทศไปยังผู้บริโภค; หรือหมายถึงบริษัท หรือองค์การธุรกิจ ที่ทำหน้าที่จัดหาโทรศัพท์และเคื่องมือสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค
7. cathode
คือ ขั้วไฟฟ้าซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ อิเล็กตรอนจะไหลจากขั่วลบไปยังขั้วบวก (anode) ตามปกตินำมาใช้หมายถึง ขั้วที่ปล่อยกระแสอิเล็กตรอนของกระแสไฟฟ้า
8. circuit switching
คือ วิธีการเปิดสายการสื่อสารอย่างหนึ่ง โดยการต่อพ่วงวงจรอื่นๆ เข้ากับวงจรหลัก เช่น การต่อสายโทรศัพท์ เป็นต้น
9. BBS
คือ เป็นคำย่อของคำว่า bulletin board system (ระบบป้ายประกาศ) BBS เป็นระบบคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยโมเด็ม อย่างน้อย 1 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการด้านสารสนเทศ (information) และข่าวสาร (message) ซึ่งผู้ใช้จะต้องหมุนหมายเลขโทรศัพท์เพื่อเข้าถึงข้อมูลใน BBS
10. bandwidth
คือ ในการสื่อสาร ความกว้างของช่วงคลื่น วัดจากช่วงของความถี่สูงที่สุดมาหาความถี่ต่ำที่สุดในช่วงความถี่ของคลื่น ขนาดใดขนาดหนึ่ง เช่น ช่วงความกว้างของคลื่นของระบบโทรศัพท์ที่ความถี่ 3000 Hz จะอยู่ระหว่างความถี่ต่ำสุด 300 Hz กับความถี่สูงสุด
คือ ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ ตามที่อยู่ปลายทาง แล้วผ่านตัวกลางไปยังปลายทาง อาจจะใช้เส้นทางคนละเส้นทางกันก็ได้
2. Net BIOS Name
คือ การที่โหนดแต่ละโหนดจะสื่อสารกันได้จะต้องมีชื่อที่ไม่ซ้ำกันในเครือข่าย
3. Host
คือ รูปแบบการให้บริการที่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการ สามารถนำเว็บเพจของตนเอง เพื่อออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้
4. Serial access
การเข้าถึงโดยลำดับ เป็นลักษณะหน่วยความจำที่เข้าถึงโดยมีความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่แน่นอนและตำแหน่งข้อมูลในหน่วยความจำ
5. cable
คือ สายเคเบิล เป็นสายสื่อที่ใช้ต่อเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ มีวัสดุห่อหุ้มสายเพื่อป้องกันความเสียหายและการรั่วไหล อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมด้วยสายเคเบิล เช่น แป้นพิมพ์ (keyboard) เมาส์ (mouse) เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น
6. carrier
คือ พาหะ ใช้ในการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ใช้นำหรือพาเอาสารสนเทศไปยังผู้บริโภค; หรือหมายถึงบริษัท หรือองค์การธุรกิจ ที่ทำหน้าที่จัดหาโทรศัพท์และเคื่องมือสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค
7. cathode
คือ ขั้วไฟฟ้าซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ อิเล็กตรอนจะไหลจากขั่วลบไปยังขั้วบวก (anode) ตามปกตินำมาใช้หมายถึง ขั้วที่ปล่อยกระแสอิเล็กตรอนของกระแสไฟฟ้า
8. circuit switching
คือ วิธีการเปิดสายการสื่อสารอย่างหนึ่ง โดยการต่อพ่วงวงจรอื่นๆ เข้ากับวงจรหลัก เช่น การต่อสายโทรศัพท์ เป็นต้น
9. BBS
คือ เป็นคำย่อของคำว่า bulletin board system (ระบบป้ายประกาศ) BBS เป็นระบบคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยโมเด็ม อย่างน้อย 1 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการด้านสารสนเทศ (information) และข่าวสาร (message) ซึ่งผู้ใช้จะต้องหมุนหมายเลขโทรศัพท์เพื่อเข้าถึงข้อมูลใน BBS
10. bandwidth
คือ ในการสื่อสาร ความกว้างของช่วงคลื่น วัดจากช่วงของความถี่สูงที่สุดมาหาความถี่ต่ำที่สุดในช่วงความถี่ของคลื่น ขนาดใดขนาดหนึ่ง เช่น ช่วงความกว้างของคลื่นของระบบโทรศัพท์ที่ความถี่ 3000 Hz จะอยู่ระหว่างความถี่ต่ำสุด 300 Hz กับความถี่สูงสุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)